Better Call Saul เป็นซีรีส์ภาคแยกของ Breaking Bad ที่หลายคนว่ากันว่าเก่งกว่าต้นฉบับ บทความนี้รีวิวแบบไม่สปอยล์ว่าทำไมเรื่องราวทนายการ์ดเสีย ๆ คนนี้ถึงคู่ควรกับเวลาหกซีซั่นของคุณ
เกริ่น: จากทนายตลก ๆ สู่ตำนาน
เรื่องเล่าเส้นทางของจิมมี แมคกิลล์ ทนายความที่มีพรสวรรค์แต่ไปทางลาดเอียงของตัวเอง ก่อนจะกลายเป็นซอล กู๊ดแมนที่คนรู้จักจากเรื่องอื่น จุดขายคือการเล่าว่าคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์กลับเลือกทางที่ง่ายกว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นคนละคน
โทนของเรื่องสุขุม ละเอียด และเจือมุกตลกแห้ง ๆ ก่อนค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นทุกซีซั่น
จุดเด่น: การเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป
- การก่อตัวตัวละคร ที่ช้าแต่ทุกฉากมีเหตุผล
- ความตึงเครียดจากสิ่งที่เรารู้แล้ว คนดูรู้ปลายทาง แต่ทรมานกับเส้นทาง
- บทสนทนาและการแสดง ระดับรางวัลจากบ๊อบ โอเดนเคิร์ก
จุดเด่น: ดราม่าที่อยู่นอกกฎหมาย
- เส้นเรื่องคู่ของคิม เว็กซ์เลอร์ ที่ไม่ใช่แค่ตัวประกอบฝ่ายรัก
- เรื่องของไมค์ ที่ได้ประวัติศาสตร์ของตัวเองแบบเต็ม ๆ
- ความขัดแย้งพี่น้อง กับชัคที่เจ็บและแท้จริง
สิ่งที่เรื่องนี้ทำได้ดีกว่าซีรีส์กฎหมายทั่วไปคือมันไม่ได้ทำให้ทนายดูเท่ เรื่องทั้งเรื่องคือคำถามว่าพรสวรรค์ที่ใช้ในทางผิดมันคุ้มไหม
เรื่องที่ควรรู้ก่อนเริ่ม
- จังหวะช้าช่วงซีซั่นแรก งดใจและเน้นตัวละคร
- ไม่ต้องดู Breaking Bad ก่อนก็ได้ แต่จะสนุกขึ้นถ้าดูแล้ว
- สปอยล์ง่าย ถ้าจะอ่านรีวิวลึกต้องระวัง
ใครควรดู
- ชอบดราม่าตัวละคร ที่ค่อย ๆ หลอมจนตัวละครเปลี่ยนไปต่อหน้า
- แฟน Breaking Bad ที่อยากรู้เบื้องหลังทุกอย่าง
- ชอบเรื่องกฎหมายและกลยุทธ์ ที่มีมนุษย์จริง ๆ แฝงอยู่
ใครอาจไม่เหมาะ
- ต้องการความเร็วแบบซีรีส์แอ็กชัน หลายตอนเดินช้า
- ไม่ชอบเรื่องโทนมืด ตอนท้าย ๆ หนักมาก
- อยากจบเร็ว หกซีซั่นคือการลงทุนระยะยาว
เช็กลิสต์ก่อนกดเล่น
- คาดหวังดราม่าตัวละคร ไม่ใช่เคสกฎหมายเร็ว ๆ
- ให้เวลาซีซั่นแรกสองสามตอนก่อนตัดสิน
- ดูต่อเนื่องจะได้เส้นเรื่องคู่ไม่หลง
- ถ้าชอบ ลองตามด้วยเรื่องของวินซ์ กิลลิแกนเรื่องอื่นต่อได้
ภาพรวมและคะแนน
Better Call Saul เป็นซีรีส์ที่เก่งในทุกชั้น ทั้งบท การแสดง และการกำกับ จุดที่คนบางส่วนอาจรู้สึกคือจังหวะที่ช้าและความยาวที่ต้องใจยาว แต่โดยรวมเป็นซีรีส์ระดับตำนานจริง ๆ
คะแนนรวม: 9/10 — เหมาะกับคนที่ชอบดราม่าตัวละครเข้มข้นและอยากดูการก่อตัวของตัวร้ายที่มนุษย์ที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่จอเคยมี
